เพลงชาติไทยสมัย พ.ศ.2477

posted on 26 Nov 2007 20:36 by phatblog  in Others




เพลงชาติไทยสมัย พ.ศ. ๒๔๗๗
คำร้อง: ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ทำนอง: พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)


แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา
รวมรักษาสามัคคีทวีไทย

บางสมัยศัตรูจู่โจมตี
ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือเจดีย์ที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมมีใจ

รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย
สถาปนาสยามให้เทิดไทยไชโย

     บังเอิญเจอเพลงทรงคุณค่าเพลงนี้จากเวป พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย ครับ เลยขอเอามาใส่เพื่อเป็นเกียรติแก่บล็อคเล็กๆ นี้ และแบ่งปันให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยฟังได้ฟังกันด้วย (ทางเวปคงไม่ว่ากันเน้อ ของดีๆ อย่างนี้ไม่เผยแพร่มันน่าเสียดายครับ) แต่รู้สึกจะต้องแกะเนื้อกันหน่อยนะครับ ขจองเก่าน่ะนะ

     ใครเคยฟังแล้วก็ขออภัยนะครับ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แปะเพลงชาติไทยแล้ว เลยเก็บประวัติความเป็นมาของเพลงชาติไทยมาฝากนิดนึงครับ อ่านเล่นๆ เป็นความรู้ครับ...

ประวัติเพลงชาติไทย

     ปี พ.ศ. 2395 ในปลายรัชสมัย พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้มีนายทหารอังกฤษ 2 คนชื่อ ร้อยเอกอิมเปย์ (Impey) และ ร้อยเอกน๊อกซ์ (Thomas G. Knox) เข้ามาเป็นครูฝึกทหารเกณฑ์ ในวังหลวงและวังหน้า ได้ใช้เพลง 'God Save the Queen' ซึ่งเป็นเพลงประจำชาติของอังกฤษเป็นเพลงฝึกสำหรับทหารแตร

     ซึ่งในการฝึกทหารของไทยสมัยนั้น ใช้ตามแบบอย่างของประเทศอังกฤษทั้งหมด ดังนั้นเพลง 'God Save the Queen' จึงถูกใช้เป็นเพลงเกียรติยศสำหรับกองทหารไทยใช้ถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ด้วย และเรียกกันว่า 'เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ'

     ต่อมา พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นมาใหม่ โดยใช้ทำนองของเพลง 'God Save the Queen' และตั้งชื่อเพลงขึ้นใหม่ว่า 'จอมราชจงเจริญ' และนี่นับเป็นเพลงชาติฉบับแรกของประเทศสยาม

     แต่ในปี พ.ศ. 2414 เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ ในขณะนั้นสิงคโปร์ยังเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษอยู่ กองทหารดุริยางค์ สิงคโปร์ก็ได้บรรเลงเพลง 'God Save the Queen' เพื่อถวายความเคารพเช่นกัน พระองค์จึงทรงตระหนักว่าประเทศสยาม จำเป็นจะต้องมีเพลงชาติที่เป็นของตัวเองขึ้น เพื่อแสดงถึงความเป็นเอกราชของชาติ

     ครั้นเมื่อทรงเสด็จกลับถึงพระนคร จึงได้โปรดให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษาหาเพลงชาติที่มีความเป็นไทยมาใช้แทนเพลง 'จอมราชจงเจริญ' และคณะครูดนตรีไทย ได้เลือก 'เพลงทรงพระสุบัน' หรือ 'เพลงบุหลันลอยเลื่อน' ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้มีความเป็น สากลขึ้นโดย เฮวุดเซน (Heutsen) ซึ่งก็นับเป็นเพลงชาติไทยฉบับที่สอง และใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.ศ. 2414-2431

     สำหรับ เพลงชาติไทยฉบับที่สาม คือ 'เพลงสรรเสริญพระบารมี' อย่างที่ยังได้ยินในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งเพลงนี้ประพันธ์โดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์ชาวรัสเซีย คำร้องเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จฯ กรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติ ในระหว่างปี พ.ศ.2431-2475

     เพลงชาติไทยฉบับที่สี่ คือ 'เพลงชาติมหาชัย' ใช้เป็นเพลงชาติ ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 โดยอาศัยทำนอง เพลงมหาชัย ส่วนคำร้องนั้นประพันธ์โดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อใช้ขับร้อง และบรรเลงปลุกเร้าใจประชาชน ก่อให้เกิดความรักชาติและสร้างความสามัคคี ในระหว่าง ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

     เพลงชาติไทยฉบับที่ห้า คือ เพลงชาติฉบับ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร หรือชื่อเดิม ปีเตอร์ ไฟท์ (Peter Feit) เป็นชาวต่างชาติ) ผู้ประพันธ์ทำนอง ซึ่งเป็นทำนองของเพลงชาติไทยในปัจจุบันนี่เอง ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2475 และประพันธ์เนื้อร้องโดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) บรรเลงครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อ วันที่ 7 กรกฎาคม 2475 ใช้ในระหว่าง ปี 2475-2477

     กำเนิดของเพลงชาติฉบับที่ 6 นั้นมาจากในปี พ.ศ. 2477 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้น ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเพลงชาติโดยเฉพาะ คณะกรรมการได้กำหนดให้มีเพลงชาติแบบไทยและแบบสากล อย่างละเพลงคือ แบบไทยได้แก่เพลงชาติของ จางวางทั่ว พาทยโกศล ที่แต่งขึ้นจากเพลงไทยเดิมชิ่อว่า 'ตระนิมิตร' ส่วนทางสากลได้แก่ เพลงชาติเดิมของพระเจนดุริยางค์ที่แต่งไว้แล้ว แต่ในเวลาต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาว่าเพลงชาตินั้นควรจะมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีสองเพลงอาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ลดลง จึงตกลงว่าให้มีเพลงเดียวคือ แบบทำนองสากลของพระเจนดุริยางค์ แต่ได้จัดให้มีการประกวดเนื้อร้องขึ้นใหม่ และคณะกรรมการได้สรุปผลให้บทร้องของ ขุนวิจิตรมาตรา ผู้แต่งเดิมซึ่งดัดแปลงจากเนื้อร้องเดิมของตนเล็กน้อยได้รับรางวัลชนะเลิศ (ซึ่งเป็นเพลงชาติไทยฉบับที่เพื่อนๆ กำลังฟังอยู่ในบล็อคนี้นี่แหล่ะครับ)

     และเพลงชาติไทยฉบับที่ 7 ในปี พ.ศ. 2482 มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากคำว่า 'สยาม' มาเป็น 'ไทย' ทำให้จำต้องแก้ไขเนื้อร้องในเพลงชาติด้วย รัฐบาลจึงได้จัดประกวดเนื้อร้องเพลงชาติไทยขึ้นใหม่ โดยใช้ทำนองเพลงชาติไทย ของพระเจนดุริยางค์ตามแบบเดิมซึ่งผู้ชนะการประกวดได้แก่ นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) และได้กลายมาเป็นเพลงชาติฉบับที่ 7

     ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศใช้เพลงชาติไทยฉบับที่ 7 นี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482 และเป็นฉบับที่ถูกใช้มาจนปัจจุบันนี้ครับ


ขอขอบคุณที่มา

เวปพิพิธพัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย, เวปชมรมดนตรีไทย เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน

เวปพลังจิตดอทคอม, นายกัปตัน ณ บล็อคแก๊ง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

2577 หรือ 2477 ค๊ะ? sad smile
เเอบงง =w="

#1 By [空 -清子] on 2007-11-26 20:51

เอ่อ..น่าจะเป็นปี ๒๔๗๗ นะครับ

ขอร่วมแชร์ความรู้สักหน่อยละกันครับ

จำได้ว่าตอนนั้นขุนวิจิตรมาตราโดนด่าแทบตาย เพราะในเนื้อร้องมีคำว่า "สง่า"
เลยโดนข้อหา "ยัดชื่อใส่เพลง" เข้าไปเต็มๆ กว่าจะรอดได้ก็แทบแย่เลย
ส่วนพระเจนดุริยางค์ เมื่อครั้งรับหน้าที่แต่งทำนองก็ขอให้คณะราษฎร์ปกปิดชื่อของตนไว้
เพราะท่านถือว่าตนเองเป็นข้าราชบริพารของ ร.๗
การจะให้มาแต่งเพลงชาติ ทั้งๆ ที่มีพระมหากษัตริย์อยู่นั้น ท่านว่าผิดอย่างมหันต์
แต่ท่านทนการรบเร้า (บังคับ) ของคณะราษฎร์ไม่ไหว ก็เลยจำใจแต่งไป โดยมีเงื่อนไขดังกล่าว
แต่พอวันรุ่งขึ้น ชื่อของท่านก็ถูกประกาศไปทุกสถานี ท่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทีเดียว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

จนสุดท้าย ท่านบอกว่า หากสยามจะมีเพลงชาติอย่างแท้จริงแล้ว จะหาเพลงใดเทียบเท่า "สรรเสริญพระบารมี" ไม่ได้เลย

#2 By รัตนาดิศร on 2007-11-26 20:55

อ่ะพิมผิดไปนิดส์นึง 2477 ครับไม่ใช่ 2577

#3 By Phat on 2007-11-26 21:17

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By หมูบิน on 2007-12-06 17:32